เมนูหลัก

เพาะเห็ดฟางในโรงเรือน PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย กนกวรรณ ศรีพระลาน   
Friday, 08 February 2008

การเตรียมโรงเรือนเพาะเห็ด

 

ผู้เพาะควรมีการจัดสภาพโรงเรือนให้เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของเห็ด ต้องมิดชิดสามารถอบและรักษาความชื้นและอุณหภูมิภายในโรงเรือนได้

    1. วัสดุที่ทำโรงเรือนควรมีความทนทาน พื้นโรงเรือนอาจทำด้วยคอนกรีต หรืออาจเป็นพื้นทรายก็ได้ เพื่อช่วยเก็บความชื้นได้ดี


2. มีเครื่องกำเนิดความร้อนหรือเครื่องกำเนิดไอน้ำ ต้องมีประสิทธิภาพในการอบความร้อนและฆ่าเชื้อได้อย่างทั่วถึง ขนาดของโรงเรือน ควรมีความกว้าง 5 เมตร สูง 2-3 เมตร แต่ถ้าผู้เพาะเห็ดใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร เป็นแหล่งกำเนิดไอน้ำ ควรสร้างโรงเรือนให้กว้าง 4 เมตร ยาว 4-5 เมตร และสูงประมาณ 2-2.25 เมตร มีผ้าพลาสติกคลุมเพื่อกันไอน้ำรั่วออกภายนอก


วิธีการเตรียมโรงเรือนและอุปกรณ์ในการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน

1. ชั้นสำหรับเพาะเห็ดควรทำด้วยไม้ แต่ละชั้นต้องมีความทนทาน กว้างประมาณ 140 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-5 เมตร 1 โรงเรือนใช้ชั้นสำหรับเพาะเห็ด 2 ชั้นแต่ละอันควรมี 4 ชั้น ให้ชั้นล่างอยู่สูงจากพื้นประมาณ 40 เซนติเมตร แต่ละชั้นตีเป็นระแนงห่างกันประมาณ 3-5 เซนติเมตร


2. ถ้าเป็นโรงเรือนเก่าก่อนเพาะเห็ด ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดถูบนชั้น และกวาดพื้น โรงเรือน ให้สะอาด


3. เครื่องกำเนิดไอน้ำ ใช้ถังขนาด 200 ลิตร 2 ถัง เป็นแหล่งกำเนิดไอน้ำโดยเชื่อมต่อกันด้วยท่อประปาขนาด 2 นิ้ว และต่อเข้าโรงเรือนด้วยสายยางขนาด 2 นิ้ว


4. ติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดอุณหภูมิในโรงเรือน ให้สูงจากพื้นประมาณ 1.0-1.5 เมตร

การทำปุ๋ยหมัก

วัสดุที่ใช้ในการหมักเปลือกมันสำปะหลัง เพื่อเพาะเห็ดในโรงเรือน ประกอบด้วย 

    1. เปลือกมันสำปะหลัง 100 กิโลกรัม

    2. จุลินทรีย์ อี. เอ็ม 3 ฝา (ประมาณ 300 ซีซี)

    3. กากน้ำตาล 3 ฝา (ประมาณ 300 ซีซี)

    4. ปุ๋ยยูเรีย 2 กิโลกรัม

    5. ปุ๋ยสูตร 16-8-8

    6. ปุ๋ยคอก 2 ถัง

    7. รำอ่อน 1 ถัง

    8. ฟางข้าวสับหยาบๆ 10 ก.ก. (ยาวประมาณท่อนละ1 คืบ หรือประมาณ 20 เซนติเมตร)

    9. น้ำพอประมาณ

วิธีการหมักปุ๋ยหมัก

1. ปูผ้าพลาสติกรองพื้น


2. กองเปลือกมันสำปะหลังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร สูง 30 เซนติเมตร (โดยการแบ่งส่วนผสมทุกอย่างออกเป็น 2 ส่วน)

3. โรยทับด้วยฟางสับหยาบๆ ปุ๋ยคอก รำอ่อน ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยสูตร 16-8-8 ตามลำดับ
 


4. รดให้ทั่วด้วยน้ำผสมจุลินทรีย์ อีเอ็ม

5. ทำซ้ำในข้อ 2-4 อีกครั้ง

6. คลุมทับด้วยผ้าพลาสติก ทิ้งไว้ประมาณ 2 คืน ก็สามารถนำเข้าโรงเรือนได้


การขึ้นชั้น และอบไอน้ำ

 

1. รองชั้นไม้ด้วยฟางแห้ง หนาประมาณ 5 เซนติเมตร หรือ 1 ฝ่ามือ

2. เมื่อนำปุ๋ยหมักเข้าโรงเรือน นำมาใส่บนชั้นวางหลวมๆสูงประมาณ 1 ฝ่ามือ (สูงประมาณ 10-12 เซนติเมตร) กดเบาๆ

3. ฉีดน้ำแบบพ่นฝอยละเอียด ที่บริเวณปุ๋ยหมัก แล้วกวาดทำความสะอาดโรงเรือนปิดโรงเรือนให้มิดชิด

4. ทำการพ่นไอน้ำเข้าไปทีละน้อย จนได้อุณหภูมิสูงประมาณ 70 องศาเซนเซียส แล้วรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า 70 องศาเซนเซียส ประมาณ 2-3 ชั่วโมง

5. ปล่อยทิ้งไว้จนอุณหภูมิโรงเรือน ลดลงเหลือ 35-38 องศาเซนเซียส และ 40-43 องศาเซนเซียส บนกองปุ๋ยหมัก หรือทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงใส่เชื้อเห็ดฟางเพื่อให้เกิด ดอกเห็ดต่อไป

การใส่เชื้อเห็ดและการดูแลรักษาการเพาะเห็ด

 

1. หลังอบไอน้ำประมาณ 24 ชั่วโมง ให้อากาศเพื่อให้อุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 35-38 องศาเซนเซียส และ 40-43 องศาเซนเซียส บนกองปุ๋ยหมัก จึงใส่เชื้อเห็ด โดยนำเชื้อเห็ดฟางมาขยี้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ

2. โรยเชื้อเห็ดบนชั้นเป็นแถวขนานกัน แต่ละแถวห่างกันประมาณ 2-4 เซนติเมตร เชื้อเห็ด 4 ก้อน โรยได้ประมาณ 1 ชั้น

3. ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน วันที่ 3 ทำการลดอุณหภูมิโดยการเปิดโรงเรือนระบายอากาศ ให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 33-35 องศาเซนเซียส รดน้ำให้ทั่วทุกชั้น (ตัดใย) เปิดโรงเรือนให้อากาศเข้าและให้มีแสงสว่างเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เส้นใยเห็ดรวมตัวกันดีขึ้น


4. วันที่ 6 ดอกเห็ดเริ่มเกิด วันที่ 8 ดอกเห็ดจะเริ่มโต ให้ควบคุมความชื้นในบรรยากาศให้ได้ประมาณ 85-95 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิควรอยู่ที่ 28-30 องศาเซนเซียส และให้อากาศ หรือเปิดช่องลมให้อากาศถ่ายเทบ้าง

 


5. วันที่ 9 -12 เก็บดอกเห็ดได้ ประมาณ 2-3 วันดอกเห็ดก็จะหมด ในการเก็บแต่ละครั้งควรพ่นน้ำฝอยให้พอชื้นผิวหน้าเปิดประต ูและช่องระบายอากาศให้อากาศถ่ายเท เมื่อเก็บเห็ดชุดที่ 1 เสร็จแล้ว รดน้ำทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วัน จะเกิดดอกเห็ดอีก และเก็บเห็ดชุดที่ 2 ได้อีก แต่ปริมาณจะลดน้อยลง


ที่มา : http://www.kanngan.com

 

 


 

 

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 14 May 2008 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

NewsFlash Scroller

การจัดการน้ำนอกเขตพื้นที่ชลประทาน ของผู้ใหญ่ทองคำ ยิ้มรัมย์ ขุดสระ 10 ไร่ ด้วยมือเป็นเวลาหลายปี ใช้ภูมิปัญญาให้ควายมานอนเป็นปลักโคลนก้นสระ  เพื่ออุดช่องว่างดินให้สระเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี

พื้นที่รอบสระน้ำ ปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาขอบสระ มีไม้ใหญ่ให้ร่ม ป้องกันการระเหย และทำเกษตรผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่


เมื่อกักเก็บน้ำได้เต็ม ปลาเติบโตในสระตามธรรมชาติ ว่ายเที่ยวออกไปในนาข้าว วางไข่ทิ้งไว้ กลายเป็นบ่ออนุบาลปลาในนาข้าว ถึงฤดูน้ำในสระลด ปลาวัยอ่อนว่ายกลับมาอยู่ในสระใหญ่ มีปลาจับกินได้ตลอดปี


ระบบชลประทานที่เสื่อมสภาพเป็นเวลานานกว่า 10 ปี  และไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากแหล่งน้ำ อยู่ต่ำกว่าพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน การขุดทางตามทางน้ำ ทำให้กลายเป็นทางระบายน้ำออกจากชุมชน แต่เก็บน้ำและส่งน้ำสู่พื้นที่ไม่ได้


ที่ทำการชาวนา อบรมถ่ายทอดแนวคิดในการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา ขยายเครือข่ายความคิดไปสู่สมาชิกในชุมชน


ผู้ใหญ่ทองคำ ยิ้มรัมย์ กำลังอธิบายแนวคิดในการจัดการน้ำ และการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับทีมลงพื้นที่โครงการ "เครือข่ายปฏิบัติการน้ำชุมชน"


ภูมิปัญญาในการจัดการน้ำ ฤดูฝนน้ำล้นสระ ระบายน้ำผ่านท่อมายังจุดพัก เพื่อกระจายน้ำแบ่งออกไปพื้นที่การเกษตรทั้งสองฝั่ง


แนวคลองขุดขวางทางน้ำหลาก เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ ระยะทาง 2 ก.ม. บริจาคที่ร่วมกันโดยชาวบ้าน 30 กว่าราย จากหมู่ 2,7,1 ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 1,500 ไร่



กลุ่มผู้นำชุมชน ซึ่งมีบทบาทในนำชาวบ้านจัดการแหล่งน้ำ ทำฝายต้นน้ำลำธาร และพัฒนาชุมชน จนเป็นชุมชนตัวอย่างเรื่องคนอยู่กับป่า จนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว และรางวัลชมเชยประกวดน้ำชุมชน


ทีมงานลงพื้นที่เพื่อเฟ้นหาบุคลกรแกนนำและเยาวชน  เพื่อเก็บข้อมูล วางแผนการทำงานเชิงลึก และต่อยอดการพัฒนาคุณภาพแม่ข่าย


ไร่กาแฟที่ชาวบ้านปลูกผสมผสานอยู่กับป่าชุมชน โดยไม่ทำลายต้นน้ำ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน


จากกาแฟ ผลิตผลของชุมชน สู่ร้านกาแฟสดของพ่อหลวง ผู้นำชุมชน นำเมล็ดกาแฟจากท้องถิ่น มาคั่ว บด และชงเอง ถือว่าเป็นสินค้าที่น่าสนใจพัฒนาการทำเป็น Brand กาแฟของชาวมูเซอ


พื้นที่จัดสรรโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ จัดสรรเป็นพื้นที่ทำกิน สำหรับทำการเกษตรของชาวมูเซอ พืชผักผลไม้ที่ได้ สด สะอาด ปลอดสารพิษ เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี จนไม่ต้องใช้สารเคมี


การดึงน้ำจากป่าต้นน้ำด้วยระบบประปาภูเขา เพื่อมาใช้ทำการเกษตร


การเป็นชุมชนห่างไกล และอยู่ในเขตอุทยานฯ ทำให้การดึงไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านเป็นไปได้ยากลำบาก ชาวบ้านทุกครัวเรือนต้องใช้โซล่าเซล เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ใช้ได้ในช่วงกลางวัน แดดจัด เก็บไฟสำรองแบตเตอรี่ไว้ใช้ไม่ได้นาน


ผลผลิตการเกษตรของชาวบ้าน มีตลาดดอยมูเซอ เป็นแหล่งจำหน่ายหลัก มีนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญ สร้างรายได้ให้ชาวมูเซอ จนสามารถยึดเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือน


แรงดันน้ำจากระบบประปาภูเขา สามารถทำให้ระบบสปริงเกอร์ทำงานได้ โดยอาศัยแรงดันเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า


ฝายต้นน้ำลำธารถาวรแบบคอนกรีต ด้านหลังหมู่บ้าน ชาวบ้านร่วมใจกันทำเพิ่มขึ้นทุกปี มีฝายหลายรูปแบบกระจายอยู่ตามร่องน้ำในป่า การสร้างฝายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา


วิถีชนบท ตอน การจัดการน้ำระดับชุมชน