เมนูหลัก

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนบ้านลิ่มทอง PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย กนกวรรณ ศรีพระลาน   
Tuesday, 20 May 2008

วัสดุอุปกรณ์

1.       โรงเรือนสำหรับเพาะเห็ด

2.       ผ้าฟางสำหรับคลุมโรงเรือน

3.       ชั้นไม้สำหรับเพาะเห็ด

4.       กาก(เปลือก)มันสำปะหลัง

5.       ก้อนเชื้อเห็ด

6.       อาหารเสริม เช่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัว)  รำ

7.       แป้งข้าวเหนียว

8.       EM, กากน้ำตาล

9.       ฟางข้าว

10.   แร่ธาตุอาหารเสริม ได้แก่ ภูไมต์ซัลเฟต  แร่ม้อนท์

11.   ลินทรีย์ในการควบคุมโรคและราเห็ด ได้แก่ บาซิลลัส-พลายแก้ว ไมโตฟากัส

วิธีการเตรียมโรงเรือนและอุปกรณ์ในการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน

             1. ชั้นไม้สำหรับเพาะเห็ดแต่ละชั้นต้องมีความทนทาน กว้างประมาณ 140 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-5 เมตร 1 โรงเรือนใช้ชั้นเพาะจำนวน 2 ชั้นแต่ละชั้นควรมี 4 ชั้น และชั้นล่างควรอยู่สูงจากพื้นประมาณ 40 เซนติเมตร แต่ละชั้นตีเป็นระแนงห่างกันประมาณ 3-5 เซนติเมตร

2. ถ้าเป็นโรงเรือนเก่าก่อนเพาะเห็ด ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดถูบนชั้น และกวาดพื้น โรงเรือน ให้สะอาด

3. เครื่องกำเนิดความร้อนหรือเครื่องกำเนิดไอน้ำ ใช้ถังขนาด 200 ลิตร 2 ถัง เป็นแหล่งกำเนิดไอน้ำ

4. ติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดอุณหภูมิในโรงเรือน ให้สูงจากพื้นประมาณ 1.0-1.5 เมตร

วิธีการเพาะ

             1. หมักกาก (เปลือก) มันสำปะหลัง EM กากน้ำตาล นิซัม ปุ๋ยคอก (ขี้วัว) หัวอาหาร รำ ผสมกัน ทิ้งไว้ 3-7 คืน ระหว่างนี้ควรพลิกกากมันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

            2. การขึ้นโรงเรือน ใช้ฟางข้าวหรือรากผักตบชวาปูบางๆ ที่ชั้น เพื่อกันกาก (เปลือก) มันสำปะหลังไม่ให้หล่น

3. นำกาก (เปลือก) มันสำปะหลังที่หมักได้ที่แล้วมาขึ้นโรง ให้กากมันสูงประมาณ 1 ฝ่ามือ เสร็จแล้วเกลี่ยให้เรียบเสมอกัน

4. โรยหน้าด้วยปุ๋ยคอก (ขี้วัว) ปุ๋ย ปุ๋ยยูเรีย บางๆ

5. พรมน้ำให้ชุ่มพอประมาณ

6. ปิดโรงเรือนไว้ ทิ้งไว้ 1 คืน

7. อบฆ่าเชื้อโรงเรือน 3 ชั่วโมง โดยอุณหภูมิของการอบฆ่าเชื้อที่ดีต้องอยู่ที่ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป เสร็จแล้วทิ้งไว้ 1 คืน

8. เช้าวันถัดมาเปิดตีนผ้ายาง แล้วทำการโรยเชื้อเห็ด รดน้ำตามให้ชุ่ม

9. เปิดปล่องโรงเรือนเพื่อระบายอากาศ (บน 2 ปล่อง ด้านข้าง 2 ปล่อง ด้านหน้า-หลังอย่างละ 1 ปล่อง)

10. ทำการตัดใยโดยการใช้น้ำเปล่าหรือน้ำหมักพลายแก้วฉีดพรมให้ทั่ว จากนั้นทิ้งไว้ 5-7 วัน โดยระหว่างนี้ก็ดูแลรดน้ำตามปกติทุกวัน

12.   วันที่ 8 หลังการตัดใยจะสามารถเก็บดอกเห็ดขายได้

การเก็บดอกเห็ดฟาง มีวิธีการเก็บดังนี้ 

             1. ควรใช้มือดึงดอกเห็ดแล้วหมุนซ้ายหมุนขวาเบาๆ ดอกเห็ดจะหลุดติดมือออกมาโดยง่าย

2. ถ้ามีดอกเห็ดขึ้นอยู่ติดกันอยู่หลายดอก ควรเก็บขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดเลยถ้าเลือกเก็บเฉพาะดอกที่โต ดอกที่เหลือจะไม่เจริญเติบโตและฝ่อตายไป

3. วิธีเก็บดอกเห็ดควรเก็บด้วยมือดีที่สุด ไม่ควรใช้มีดตัดจะทำให้มีเศษเหลืออยู่และจะทำให้เกิดการเน่า และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเน่าลามออกไปยังดอกอื่นๆ ด้วย

** หมายเหตุ ข้อควรระวังในการเก็บดอกเห็ด การเก็บผลผลิตเห็ดฟางให้ได้คุณภาพดี ควรเก็บในขณะ ที่เห็ดฟางเจริญในระยะกระดุม สีของดอกเห็ดอาจเป็นสีเทาแก่ สีเทาอ่อน หรือสีขาวรูปร่างกลมหรือเป็น รูปไข่ก็ได้

โรคศัตรูของการเพาะเห็ดฟางและการป้องกันกำจัด

             1. โรคราเมล็ดผักกาด ลักษณะของโรคเป็นเส้นใยสีขาวแผ่นหนาชัดเจน เมื่อแก่จะเกิดเป็นเม็ดเล็กๆสีขาวก่อนที่จะกลายเป็นสีน้ำตาลแข็ง โดยผู้เพาะเห็ดฟางอาจคิดว่าเห็ดเริ่มออกดอก แต่พอนานเข้าก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลและไม่ออกเป็นดอกเห็ด เชื้อราชนิดนี้อาจทำให้แปลงเพาะเห็ดเน่าได้ ถ้าเกิดเชื้อราชนิดนี้ต้องเผาทำลายและหลีกเลี่ยงการเพาะเห็ดในที่เดิม ปล่อยพื้นที่ตากแดดทิ้งไว้นานๆ จึงกลับมาเพาะที่เดิมอีก

            2. โรคเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อเหล่านี้อาจติดจากฟางหรือน้ำที่ใช้รด โรคนี้จะทำให้เห็ดเน่าได้ เมื่อเกิดโรคควรเผาหรือทำลายหลีกเลี่ยงการเพาะเห็ดบริเวณนี้อีก

            3. โรคราสีส้ม เป็นเชื้อราที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก โรคราสีส้มจะเกิดกับกองเพาะเห็ดที่มีการเหยียบย่ำแน่นเกินไปราสีส้มจะปรากฏให้เห็นในกองประมาณ วันที่ 6-7 การแก้ไขโดยการยกกองเพาะให้โปร่งกว่าเดิมจะช่วยได้มากและทำการเผาส่วนที่เป็นโรคทิ้งไป โรคราสีส้มไม่ทำให้แปลงเพาะเห็ดเสียหายมากนัก แต่จะไปแย่งน้ำและอาหารจากเห็ด

            4. เห็ดราชนิดอื่นๆ หรือวัชเห็ด เช่น เห็ดขี้ม้า เห็ดหมึก เห็ดด้าน จะเจริญแข่งกับเห็ดฟางและแย่งอาหารจากแปลงเพาะ การป้องกันโดยการใช้วัสดุเพาะที่แห้งสนิทดีแล้วในการเพาะ ใช้ เชื้อเห็ดฟางที่มีคุณภาพ และดูแลรักษาแปลงเพาะให้ถูกวิธี            

5. มดและปลวก จะทำการกัดกินเชื้อเห็ดและรบกวนการทำงาน หรืออาจเป็นพาหะนำโรคเน่าของเห็ดให้กระจายไปทั่วทั้งกองเพาะ การป้องกันคือต้องเลือกสถานที่เพาะเห็ดไม่ให้มีมดปลวกรบกวน หรือขุดร่องระบายน้ำรอบแปลงและอาจใช้ยาฆ่าแมลง เช่น คลอเคน หรือเฮฟต้าคลอ โรยบนดินรอบกองเพาะหรือโรยทั่วพื้นดินก่อนที่จะทำการเพาะ
            6. ไร เป็นแมลงตัวเล็กมากมักพบตามกองเพาะเห็ด เป็นศัตรูของดอกเห็ด โดยเฉพาะดอกเห็ดที่มีขนาดเล็กมาก ไรจะกัดกินดอกเห็ดและทำให้ดอกเห็ดเน่า การป้องกันทำได้โดยฉีดพ่นกองเพาะด้วยยาฉุน ไม่ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีเพราะอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ เนื่องจากดอกเห็ดจะดูดซึมน้ำที่มีสารเคมีปะปนเข้าไปด้วย

การหมักและขยายเชื้อ

 พลายแก้ว

    1. การขยายพลายแก้ว ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ใช้มะพร้าวอ่อน 1 ผล เจาะเปิดฝาแง้มพอใส่เชื้อลงไปได้ ใส่เชื้อพลายแก้ว 1 ช้อนชา (5 กรัม) ปิดฝาทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดและจะใช้งานให้นำน้ำมะพร้าวอ่อนที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อเป็นการขยายเชื้อ

    2. การขยายพลายแก้ว ด้วยนมผง 

- ตักนมผง 1 ช้อนชา ใส่ลงในแก้ว

- เติมน้ำอุ่นลงไป คนให้เข้ากัน

- ใส่เชื้อพลายแก้ว 1 ช้อนชา (5 กรัม) ลงไป

- ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง

- เมื่อครบกำหนดและจะใช้งานให้นำพลายแก้วที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำ 20 ลิตรเพื่อ

เป็นการขยายเชื้อ

ไมโตฟากัส

    1. การขยายเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ใช้มะพร้าวอ่อน 1 ผล เจาะเปิดฝาแง้มพอใส่เชื้อลงไปได้ ใส่เชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส 1 ช้อนชา (5 กรัม) ปิดฝาทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดและจะใช้งานให้นำน้ำมะพร้าวอ่อนที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อเป็นการขยายเชื้อ

    2. การขยายไมโตฟากัส ด้วยนมผง 

- ตักนมผง 1 ช้อนชา ใส่ลงในแก้ว

- เติมน้ำอุ่นลงไป คนให้เข้ากัน

- ใส่เชื้อไมโตฟากัส 1 ช้อนชา (5 กรัม) ลงไป

- ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง

- เมื่อครบกำหนดและจะใช้งานให้นำไมโตฟากัสที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำ 20 ลิตรเพื่อเป็นการขยายเชื้อ

แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด

            ช่วยกระตุ้นให้เห็ดออกดอกได้ดีขึ้น หมดปัญหาเห็ดไม่ออกดอก บำรุงให้ดอกเห็ดใหญ่ สมบูรณ์ รสชาติดี

            วิธีใช้ นำผงแร่ธาตุจุลินทรีย์ 50 กรัม (5 ช้อนแกง) ละลายกวนให้ขุ่นในน้ำ 5-10 ลิตร ฉีดพ่นหน้าก้อนเป็นฝอยผ่านๆ ฉีด 3-4 วันต่อครั้ง  

เกร็ดความรู้ชุมชน

            1. เพื่อแก้ปัญหากากมันร้อน เปื่อยยุ่ย (เกิดก๊าชแอมโมเนีย) ทำให้คุณภาพลดลงควรตากกากมันสำปะหลังก่อนและควรพลิกบ่อยๆ

2. กรณีที่ต้องการกระตุ้นให้เห็ดเกิดดอกรอบ 2 ให้ใช้พลายแก้วที่หมักขยายเชื้อแล้วมาฉีดพ่น (ฉีดแบบเสปรย์) บนแปลงเห็ด

3. การใช้แร่ธาตุอาหารเสริมจำพวกภูไมต์-ซัลเฟตและแร่ม้อนท์ ไม่ต้องใช้ในปริมาณมาก ประมาณ 2-3 อุ้งมือต่อกากมัน 5–6 ตัน

4. ขั้นตอนการหมักพลายแก้วและไมโตฟากัสให้หมักให้ได้ 24 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 48 ชั่วโมง และเมื่อนำไปใช้ก็ควรใช้ให้หมดทันทีเลย ถ้าเหลือไว้ประสิทธิภาพของเชื้อก็จะลดลง สรุปคือควรวางแผนการหมักเชื้อให้พอดีกับช่วงเวลาและการใช้หนึ่งครั้ง

5. กรณีที่ใช้เชื้อพลายแก้วร่วมกับไมโตฟากัสให้นำพลายแก้ว+ไมโตฟากัสที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำในอัตรา 20 ลิตร

                 น้ำเปล่าปริมาตร 20 ลิตร                          

ใส่เชื้อพลายแก้วที่หมักเตรียมไว้ลงไป

       ใส่ไมโตฟากัสที่หมักเตรียมไว้ลงไป     

     

คนเพื่อให้เชื้อละลายเข้ากัน

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 20 May 2008 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

NewsFlash Scroller

การจัดการน้ำนอกเขตพื้นที่ชลประทาน ของผู้ใหญ่ทองคำ ยิ้มรัมย์ ขุดสระ 10 ไร่ ด้วยมือเป็นเวลาหลายปี ใช้ภูมิปัญญาให้ควายมานอนเป็นปลักโคลนก้นสระ  เพื่ออุดช่องว่างดินให้สระเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี

พื้นที่รอบสระน้ำ ปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาขอบสระ มีไม้ใหญ่ให้ร่ม ป้องกันการระเหย และทำเกษตรผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่


เมื่อกักเก็บน้ำได้เต็ม ปลาเติบโตในสระตามธรรมชาติ ว่ายเที่ยวออกไปในนาข้าว วางไข่ทิ้งไว้ กลายเป็นบ่ออนุบาลปลาในนาข้าว ถึงฤดูน้ำในสระลด ปลาวัยอ่อนว่ายกลับมาอยู่ในสระใหญ่ มีปลาจับกินได้ตลอดปี


ระบบชลประทานที่เสื่อมสภาพเป็นเวลานานกว่า 10 ปี  และไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากแหล่งน้ำ อยู่ต่ำกว่าพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน การขุดทางตามทางน้ำ ทำให้กลายเป็นทางระบายน้ำออกจากชุมชน แต่เก็บน้ำและส่งน้ำสู่พื้นที่ไม่ได้


ที่ทำการชาวนา อบรมถ่ายทอดแนวคิดในการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา ขยายเครือข่ายความคิดไปสู่สมาชิกในชุมชน


ผู้ใหญ่ทองคำ ยิ้มรัมย์ กำลังอธิบายแนวคิดในการจัดการน้ำ และการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับทีมลงพื้นที่โครงการ "เครือข่ายปฏิบัติการน้ำชุมชน"


ภูมิปัญญาในการจัดการน้ำ ฤดูฝนน้ำล้นสระ ระบายน้ำผ่านท่อมายังจุดพัก เพื่อกระจายน้ำแบ่งออกไปพื้นที่การเกษตรทั้งสองฝั่ง


แนวคลองขุดขวางทางน้ำหลาก เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ ระยะทาง 2 ก.ม. บริจาคที่ร่วมกันโดยชาวบ้าน 30 กว่าราย จากหมู่ 2,7,1 ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 1,500 ไร่



กลุ่มผู้นำชุมชน ซึ่งมีบทบาทในนำชาวบ้านจัดการแหล่งน้ำ ทำฝายต้นน้ำลำธาร และพัฒนาชุมชน จนเป็นชุมชนตัวอย่างเรื่องคนอยู่กับป่า จนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว และรางวัลชมเชยประกวดน้ำชุมชน


ทีมงานลงพื้นที่เพื่อเฟ้นหาบุคลกรแกนนำและเยาวชน  เพื่อเก็บข้อมูล วางแผนการทำงานเชิงลึก และต่อยอดการพัฒนาคุณภาพแม่ข่าย


ไร่กาแฟที่ชาวบ้านปลูกผสมผสานอยู่กับป่าชุมชน โดยไม่ทำลายต้นน้ำ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน


จากกาแฟ ผลิตผลของชุมชน สู่ร้านกาแฟสดของพ่อหลวง ผู้นำชุมชน นำเมล็ดกาแฟจากท้องถิ่น มาคั่ว บด และชงเอง ถือว่าเป็นสินค้าที่น่าสนใจพัฒนาการทำเป็น Brand กาแฟของชาวมูเซอ


พื้นที่จัดสรรโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ จัดสรรเป็นพื้นที่ทำกิน สำหรับทำการเกษตรของชาวมูเซอ พืชผักผลไม้ที่ได้ สด สะอาด ปลอดสารพิษ เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี จนไม่ต้องใช้สารเคมี


การดึงน้ำจากป่าต้นน้ำด้วยระบบประปาภูเขา เพื่อมาใช้ทำการเกษตร


การเป็นชุมชนห่างไกล และอยู่ในเขตอุทยานฯ ทำให้การดึงไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านเป็นไปได้ยากลำบาก ชาวบ้านทุกครัวเรือนต้องใช้โซล่าเซล เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ใช้ได้ในช่วงกลางวัน แดดจัด เก็บไฟสำรองแบตเตอรี่ไว้ใช้ไม่ได้นาน


ผลผลิตการเกษตรของชาวบ้าน มีตลาดดอยมูเซอ เป็นแหล่งจำหน่ายหลัก มีนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญ สร้างรายได้ให้ชาวมูเซอ จนสามารถยึดเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือน


แรงดันน้ำจากระบบประปาภูเขา สามารถทำให้ระบบสปริงเกอร์ทำงานได้ โดยอาศัยแรงดันเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า


ฝายต้นน้ำลำธารถาวรแบบคอนกรีต ด้านหลังหมู่บ้าน ชาวบ้านร่วมใจกันทำเพิ่มขึ้นทุกปี มีฝายหลายรูปแบบกระจายอยู่ตามร่องน้ำในป่า การสร้างฝายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา


วิถีชนบท ตอน การจัดการน้ำระดับชุมชน